ลมชักหรืออาการชักเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บที่ศีรษะ การติดเชื้อในสมอง ความผิดปกติของสมองบางชนิด รวมถึงสาเหตุชั่วคราว เช่น ไข้สูงในเด็ก น้ำตาลในเลือดต่ำ เกลือแร่ผิดปกติ การอดนอน หรือยาบางชนิด
อย่างไรก็ตาม การมีอาการชักเพียงครั้งเดียว ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคลมชักเสมอไป เพราะอาการชักอาจเกิดจากภาวะกระตุ้นชั่วคราวได้ การประเมินโดยแพทย์จึงสำคัญ เพื่อแยกว่าเป็นโรคลมชักจริงหรือเป็นอาการชักจากสาเหตุอื่น WHO ระบุว่าอาการชักเกิดจากการปล่อยกระแสไฟฟ้าผิดปกติหรือมากเกินไปของเซลล์สมอง และการมีอาการชักครั้งเดียวไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นโรคลมชักเสมอไป
ลมชักคืออะไร?
โรคลมชัก เป็นโรคทางสมองที่ทำให้เกิดอาการชักซ้ำ ๆ จากความผิดปกติของการทำงานของกระแสไฟฟ้าในสมอง อาการอาจเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ หรือบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนหมดสติ
หลายคนเข้าใจว่า “ลมชัก” ต้องหมายถึงการชักเกร็งกระตุกทั้งตัวเท่านั้น แต่ความจริงอาการชักมีได้หลายรูปแบบ เช่น เหม่อลอย สับสนชั่วคราว กระตุกเฉพาะบางส่วนของร่างกาย หรือมีความรู้สึกผิดปกติก่อนเกิดอาการชัก
อาการชัก กับ โรคลมชัก ต่างกันอย่างไร?
จุดนี้สำคัญมาก เพราะคนจำนวนมากใช้คำว่า “ลมชัก” เพื่อเรียกอาการชักทุกแบบ ทั้งที่ทางการแพทย์ต้องแยกกัน
อาการชัก
คือเหตุการณ์ที่สมองทำงานผิดปกติชั่วคราว ทำให้เกิดอาการ เช่น เกร็ง กระตุก เหม่อลอย หมดสติ หรือสับสน อาการชักอาจเกิดเพียงครั้งเดียวจากสาเหตุชั่วคราว เช่น ไข้สูง น้ำตาลต่ำ หรือเกลือแร่ผิดปกติ
โรคลมชัก
คือภาวะที่มีแนวโน้มเกิดอาการชักซ้ำ โดยไม่ได้เกิดจากสาเหตุชั่วคราวในขณะนั้น NHS อธิบายว่า epilepsy เป็นภาวะที่มีผลต่อสมองและทำให้เกิด seizures หรืออาการชักได้ โดยสาเหตุบางรายเกี่ยวข้องกับความเสียหายของสมอง เช่น การบาดเจ็บที่ศีรษะ โรคหลอดเลือดสมอง หรือการติดเชื้อ
ดังนั้น หากมีอาการชักครั้งแรก ไม่ควรรีบสรุปเองว่าเป็นโรคลมชัก แต่ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
ลมชักเกิดจากอะไร?
สาเหตุของโรคลมชักและอาการชักมีได้หลายกลุ่ม บางรายสามารถหาสาเหตุได้ชัดเจน แต่บางรายอาจตรวจแล้วไม่พบสาเหตุเฉพาะเจาะจง WHO ระบุว่าสาเหตุของโรคลมชักยังไม่ทราบแน่ชัดในผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั่วโลก
- ความผิดปกติของการทำงานของสมอง
โรคลมชักเกี่ยวข้องกับการทำงานของกระแสไฟฟ้าในสมองที่ผิดปกติ ทำให้สมองส่งสัญญาณมากเกินไปหรือไม่เป็นจังหวะ จนเกิดอาการชัก
- การบาดเจ็บที่ศีรษะ
อุบัติเหตุที่กระทบสมอง เช่น ศีรษะกระแทกรุนแรง หรือมีเลือดออกในสมอง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการชักในบางราย
- โรคหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดสมอง เช่น เส้นเลือดสมองตีบหรือแตก อาจทำให้เนื้อสมองบางส่วนเสียหาย และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชัก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง
- การติดเชื้อหรือการอักเสบของสมอง
การติดเชื้อบางชนิด เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือสมองอักเสบ อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้
- ความผิดปกติของสมองตั้งแต่กำเนิดหรือช่วงแรกเกิด
บางรายอาจมีความผิดปกติของโครงสร้างสมอง พัฒนาการสมอง หรือเคยมีภาวะขาดออกซิเจนช่วงคลอด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชัก
- เนื้องอกหรือรอยโรคในสมองบางชนิด
รอยโรคหรือก้อนในสมองบางตำแหน่งอาจรบกวนการทำงานของสมองและทำให้เกิดอาการชักได้
- สาเหตุชั่วคราวที่กระตุ้นให้เกิดอาการชัก
ไม่ใช่อาการชักทุกครั้งจะเป็นโรคลมชัก สาเหตุชั่วคราวที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชัก ได้แก่
- ไข้สูงในเด็ก
- น้ำตาลในเลือดต่ำ
- เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ
- อดนอนมาก
- ยาหรือสารบางชนิด
- การหยุดยาบางประเภทโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- ภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันบางอย่าง
หากเกิดอาการชักจากสาเหตุชั่วคราว แผนการดูแลอาจต่างจากโรคลมชักที่มีแนวโน้มชักซ้ำ จึงควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน
อยู่ ๆ ก็ชัก เกิดจากอะไร?
อาการชักที่เกิดขึ้นทันทีอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคลมชักที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัย ภาวะไข้สูง น้ำตาลต่ำ เกลือแร่ผิดปกติ การอดนอน ยาบางชนิด การบาดเจ็บที่ศีรษะ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคทางสมองบางประเภท
หากเป็น การชักครั้งแรก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ ไม่ควรรอดูอาการเองอย่างเดียว เพราะบางสาเหตุจำเป็นต้องได้รับการตรวจและดูแลอย่างเหมาะสม
อาการชักมีแบบไหนบ้าง?
อาการชักไม่ได้มีเพียงแบบเกร็งกระตุกทั้งตัวเท่านั้น ลักษณะอาการอาจแตกต่างกันตามตำแหน่งและรูปแบบการทำงานผิดปกติของสมอง
อาการที่อาจพบได้ เช่น
- ชักเกร็งกระตุกทั้งตัว
- หมดสติ หรือไม่ตอบสนองชั่วคราว
- เหม่อลอย ขาดการรับรู้ช่วงสั้น ๆ
- กระตุกเฉพาะแขน ขา ใบหน้า หรือมุมปาก
- พูดไม่รู้เรื่อง หรือสับสนชั่วคราว
- มีอาการแปลก ๆ ก่อนชัก เช่น ได้กลิ่นแปลก เห็นภาพแปลก หรือรู้สึกผิดปกติบางอย่าง
- หลังชักอาจง่วง สับสน ปวดศีรษะ หรือจำเหตุการณ์ไม่ได้
ผู้ป่วยหรือคนใกล้ตัวควรจดจำลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เกิด และเหตุการณ์ก่อนหน้าอาการชัก เพื่อช่วยให้แพทย์ประเมินได้แม่นยำขึ้น
ชักแบบไหนอันตราย และควรรีบไปโรงพยาบาล?
ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ หากมีอาการต่อไปนี้
- ชักครั้งแรกในชีวิต
- ชักนานเกิน 5 นาที
- ชักซ้ำโดยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
- ชักแล้วได้รับบาดเจ็บ
- ชักในน้ำ
- หายใจลำบากหลังชัก
- หลังชักยังสับสน อ่อนแรง หรือไม่ฟื้นตัวตามปกติ
- ชักร่วมกับไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง หรืออาการทางระบบประสาทอื่น
CDC แนะนำให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินหากอาการชักนานเกิน 5 นาที หรือมีอาการชักซ้ำก่อนที่ผู้ป่วยจะฟื้นตัวเต็มที่

ถ้ามีคนชัก ควรปฐมพยาบาลอย่างไร?
เมื่อพบคนมีอาการชัก สิ่งสำคัญคือช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้บาดเจ็บมากขึ้น
สิ่งที่ควรทำ
- ตั้งสติและจับเวลาอาการชัก
- เคลียร์พื้นที่รอบตัวให้ปลอดภัย
- รองศีรษะด้วยของนุ่ม หากทำได้อย่างปลอดภัย
- คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นบริเวณคอ
- จัดให้นอนตะแคงเมื่อทำได้อย่างปลอดภัย เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง
- อยู่กับผู้ป่วยจนกว่าจะฟื้นตัว
- สังเกตอาการหลังชัก เช่น สับสน ง่วง อ่อนแรง หรือหายใจผิดปกติ
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ไม่งัดปาก
- ไม่ยัดช้อน นิ้วมือ หรือสิ่งของใด ๆ เข้าปาก
- ไม่พยายามจับยึดแขนขาแรง ๆ
- ไม่ให้กินน้ำ อาหาร หรือยาในขณะที่ยังไม่รู้สึกตัวเต็มที่
- ไม่ปล่อยผู้ป่วยไว้คนเดียวทันทีหลังชัก
CDC แนะนำหลักการปฐมพยาบาลผู้มีอาการชัก โดยเน้นการดูแลความปลอดภัยระหว่างชัก การจับเวลา และการรู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
ลมชักต้องตรวจอะไร?
การตรวจประเมินอาการชักขึ้นอยู่กับประวัติอาการ ลักษณะการชัก อายุ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และผลการตรวจร่างกาย แพทย์อาจพิจารณาการตรวจต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เช่น
- ซักประวัติอาการอย่างละเอียด
แพทย์จะสอบถามว่าอาการเริ่มอย่างไร นานกี่นาที มีการเกร็ง กระตุก เหม่อลอย หมดสติ หรือสับสนหลังชักหรือไม่ หากมีคนเห็นเหตุการณ์ ควรเล่าอาการให้แพทย์ฟัง หรือบันทึกวิดีโอไว้ในกรณีที่ทำได้อย่างปลอดภัย
- ตรวจร่างกายและระบบประสาท
เพื่อประเมินการทำงานของสมอง เส้นประสาท กล้ามเนื้อ การทรงตัว และอาการผิดปกติอื่น
- ตรวจเลือดบางรายการ
ในบางราย แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาล เกลือแร่ การทำงานของตับ ไต หรือสาเหตุอื่นที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชัก
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG
EEG เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองที่ช่วยให้แพทย์ประเมินอาการชักหรือลมชักได้ชัดเจนขึ้นในบางราย แต่ผลตรวจ EEG เพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้สรุปได้ทั้งหมดว่าเป็นหรือไม่เป็นโรคลมชัก จึงต้องดูร่วมกับประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และการประเมินของแพทย์
อ่านเพิ่มเติม:
–EEG คืออะไร สำคัญอย่างไร
–ใครบ้างที่แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจ EEG?
- ตรวจ MRI หรือ CT สมองในบางราย
MRI หรือ CT Scan อาจใช้ในบางกรณีเพื่อดูโครงสร้างของสมอง และช่วยหาสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการชัก โดยเฉพาะในผู้ที่ชักครั้งแรก มีอาการทางระบบประสาทร่วม หรือแพทย์สงสัยความผิดปกติในสมอง ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการชักจำเป็นต้องตรวจภาพสมอง แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
EEG ช่วยประเมินอาการชักอย่างไร?
การตรวจ EEG หรือ Electroencephalogram เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง โดยติดขั้วไฟฟ้าบนหนังศีรษะเพื่อบันทึกสัญญาณไฟฟ้าของสมอง การตรวจนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความเจ็บปวด และไม่ได้ปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย
EEG อาจช่วยแพทย์ประเมินว่าอาการที่เกิดขึ้นมีลักษณะสอดคล้องกับการชักจากสมองหรือไม่ และช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของอาการชักในบางราย อย่างไรก็ตาม ผล EEG ต้องแปลร่วมกับประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และข้อมูลทางการแพทย์อื่น ๆ ไม่ควรใช้ผล EEG อย่างเดียวเพื่อวินิจฉัยโรคลมชัก
อ่านเพิ่มเติม EEG ตรวจหาโรคอะไรได้บ้าง https://vichaivej-omnoi.com/health-info/eeg-diagnose-what-diseases
โรคลมชักรักษาได้ไหม?
โรคลมชักสามารถดูแลรักษาได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก โดยแนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของอาการชัก สาเหตุ อายุ โรคร่วม และการตอบสนองต่อยา
แนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย
- ยากันชักตามแพทย์สั่ง
- การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น อดนอน หรือหยุดยาเอง
- การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
- การประเมินเพิ่มเติมหากควบคุมอาการไม่ได้
- แนวทางรักษาอื่นในผู้ป่วยบางรายตามข้อบ่งชี้
ไม่ควรหยุดยา ปรับยา หรือซื้อยารับประทานเอง เพราะอาจทำให้อาการชักกลับมาเป็นซ้ำหรือรุนแรงขึ้นได้
โรคลมชักมีโอกาสหายไหม?
ผู้ป่วยบางรายสามารถควบคุมอาการชักได้ดีด้วยยาและการดูแลต่อเนื่อง บางรายอาจมีอาการลดลงจนใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ แต่บางรายอาจต้องติดตามรักษาระยะยาว ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ชนิดของโรคลมชัก ความถี่ของอาการ และการตอบสนองต่อการรักษา
ดังนั้นคำว่า “หาย” หรือ “หายขาด” ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล ไม่ควรหยุดติดตามหรือหยุดยาเองแม้อาการดีขึ้นแล้ว
โรคลมชักห้ามกินอะไร?
โดยทั่วไป ไม่มีอาหารชนิดเดียวที่ห้ามสำหรับผู้ป่วยโรคลมชักทุกคน แต่ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นอาการของตนเอง และควรใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง
สิ่งที่ควรระวัง ได้แก่
- การอดนอน
- การหยุดยากะทันหัน
- การดื่มแอลกอฮอล์
- ยาหรืออาหารเสริมบางชนิดที่อาจมีผลต่อยากันชัก
- ภาวะเจ็บป่วยหรือไข้สูง
หากต้องใช้ยา อาหารเสริม หรือมีโรคประจำตัวร่วม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
ลมชักกับอาการทางจิตเกี่ยวกันไหม?
อาการบางอย่างอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาทางจิต เช่น เหม่อลอย สับสน พูดไม่รู้เรื่อง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปชั่วคราว แต่ในบางรายอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของสมอง
ในทางกลับกัน อาการบางชนิดที่คล้ายชักอาจไม่ได้เกิดจากโรคลมชักโดยตรง จึงไม่ควรสรุปเองว่าเป็นโรคลมชักหรือปัญหาทางจิตจากอาการภายนอกเพียงอย่างเดียว ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสม
โรคลมชักในเด็กเกิดจากอะไร?
อาการชักในเด็กอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไข้สูง ภาวะติดเชื้อ ความผิดปกติของสมองตั้งแต่กำเนิด พัฒนาการสมองผิดปกติ หรือโรคลมชักบางชนิดที่พบในวัยเด็ก
หากเด็กมีอาการชักครั้งแรก ชักนาน ชักซ้ำ หรือมีอาการผิดปกติหลังชัก เช่น ซึมมาก อ่อนแรง หายใจผิดปกติ หรือมีไข้สูง ควรพาไปพบแพทย์ทันที
ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?
ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการต่อไปนี้
- มีอาการชักครั้งแรก
- ชักซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง
- มีอาการเหม่อลอยหรือหมดสติเป็นช่วง ๆ
- กระตุกเฉพาะส่วนของร่างกายซ้ำ ๆ
- หลังชักสับสน ง่วง หรืออ่อนแรงนานผิดปกติ
- มีประวัติบาดเจ็บที่ศีรษะ
- มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคทางสมอง
- อาการชักรบกวนการใช้ชีวิต การทำงาน หรือการเรียน
- ไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นลมชัก เป็นลมหมดสติ หรือภาวะอื่น
การพบแพทย์ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับการรักษาซับซ้อนทันที แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการหาสาเหตุและวางแผนดูแลที่เหมาะสม
Q: อยู่ ๆ ก็ชักเกิดจากอะไร?
A: อาจเกิดจากโรคลมชัก ภาวะไข้สูง น้ำตาลต่ำ เกลือแร่ผิดปกติ การอดนอน ยาบางชนิด การบาดเจ็บที่ศีรษะ หรือโรคทางสมองบางประเภท หากเป็นการชักครั้งแรกควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ
Q: โรคลมชักมีโอกาสหายไหม?
A: บางรายควบคุมอาการได้ดีด้วยยาและการดูแลต่อเนื่อง บางรายอาจต้องติดตามระยะยาว ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค สาเหตุ และการตอบสนองต่อการรักษา ไม่ควรหยุดยาเองแม้อาการดีขึ้น
Q: วิธีแก้อาการลมชักให้หายขาดทำอย่างไร?
A: ไม่มีวิธีเดียวที่เหมาะกับทุกคน การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของอาการชักและสาเหตุ แพทย์อาจพิจารณายากันชัก การปรับพฤติกรรม การติดตามอาการ หรือการรักษาอื่นตามข้อบ่งชี้
Q: ชักแบบไหนอันตราย?
A:ชักครั้งแรก ชักนานเกิน 5 นาที ชักซ้ำโดยยังไม่ฟื้นตัว ชักแล้วบาดเจ็บ ชักในน้ำ หรือหลังชักยังสับสนและอ่อนแรงผิดปกติ ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์
Q: ชักครั้งเดียวถือว่าเป็นโรคลมชักไหม?
A: ไม่เสมอไป อาการชักครั้งเดียวอาจเกิดจากสาเหตุชั่วคราว เช่น ไข้สูง น้ำตาลต่ำ หรือเกลือแร่ผิดปกติ ต้องให้แพทย์ประเมินร่วมกับประวัติและผลตรวจ
Q: โรคลมชักห้ามกินอะไร?
A: โดยทั่วไปไม่มีอาหารชนิดเดียวที่ห้ามสำหรับผู้ป่วยทุกคน แต่ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นของตนเอง และควรปรึกษาแพทย์หากต้องใช้ยา อาหารเสริม หรือมีโรคประจำตัวร่วม
Q: เป็นลมชักต้องตรวจ EEG ไหม?
A: ไม่ใช่ทุกคนต้องตรวจ EEG แต่แพทย์อาจพิจารณา EEG เพื่อช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยและประเมินชนิดของอาการชักในผู้ป่วยที่เหมาะสม ผล EEG ต้องแปลร่วมกับประวัติและการตรวจร่างกาย
Q: ถ้ามีคนชัก ควรเอาช้อนยัดปากไหม?
A: ไม่ควรยัดช้อน นิ้วมือ หรือสิ่งของใด ๆ เข้าปาก เพราะอาจทำให้บาดเจ็บ ควรจัดพื้นที่ให้ปลอดภัย จับเวลาอาการชัก และขอความช่วยเหลือหากเข้าเกณฑ์ฉุกเฉิน
สรุป: ลมชักเกิดได้จากหลายสาเหตุ ควรตรวจให้ชัดก่อนวางแผนรักษา
ลมชักหรืออาการชักไม่ได้มีสาเหตุเดียว และไม่ได้แปลว่าทุกคนที่ชักจะเป็นโรคลมชักเสมอไป บางรายเกิดจากภาวะกระตุ้นชั่วคราว เช่น ไข้สูง น้ำตาลต่ำ หรือเกลือแร่ผิดปกติ ขณะที่บางรายอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางสมองที่ต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติม
หากมีอาการชักครั้งแรก ชักซ้ำ ชักนาน หรือมีอาการผิดปกติหลังชัก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ ตรวจร่างกาย และพิจารณาการตรวจที่เหมาะสม เช่น EEG หรือการตรวจภาพสมองในบางราย
เข้ารับการตรวจประเมินและปรึกษาอาการชัก ลมชัก หรือความผิดปกติทางระบบประสาทได้ที่ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย