ลมชักผู้ใหญ่ เกิดจากอะไร? รู้ทันสัญญาณเตือน อาการ และวิธีรักษาอย่างตรงจุด

การเกิดอาการวูบ หมดสติ หรือชักเกร็งกระตุกเป็นครั้งแรกในวัยผู้ใหญ่ มักสร้างความตกใจและกังวลให้กับทั้งตัวผู้ป่วยและคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะหลายคนมักเข้าใจว่า “โรคลมชัก” เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในเด็กเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ผู้ใหญ่ที่แข็งแรงดีก็สามารถเกิดอาการลมชักขึ้นมากะทันหันได้ ซึ่งมักเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในสมอง การได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีและรักษาอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญ แต่การต้องเดินทางไกลฝ่าการจราจรติดขัดเข้าไปในตัวเมืองเพื่อพบแพทย์เฉพาะทางบ่อยๆ อาจทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยล้าและขาดความต่อเนื่องในการรักษา สำหรับผู้ที่พักอาศัยในย่าน เพชรเกษม อ้อมน้อย อ้อมใหญ่ กระทุ่มแบน สมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม สามพราน หรือพุทธมณฑล การเข้าถึงศูนย์ระบบประสาทและสมองที่ได้มาตรฐานใกล้บ้าน จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้ดีที่สุด

โรคลมชักในผู้ใหญ่ (Adult-Onset Epilepsy) คืออะไร?

โรคลมชักในผู้ใหญ่ (Adult-Onset Epilepsy) คือ ภาวะที่เกิดความผิดปกติของการปล่อยกระแสไฟฟ้าในสมองขึ้นมาใหม่ในช่วงวัยผู้ใหญ่หรือวัยสูงอายุ ทำให้เกิดอาการชักเกร็ง กระตุก เหม่อลอย หรือหมดสติชั่วครู่ ต่างจากลมชักในเด็กที่มักเกิดจากพันธุกรรม สาเหตุโรคลมชักในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักเกิดจากโรคทางสมองที่ตามมาภายหลัง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), เนื้องอกในสมอง, หรืออุบัติเหตุทางศีรษะรุนแรง

ลมชักในผู้ใหญ่ ต่างจากวัยเด็กอย่างไร?
โรคลมชักสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท แต่เมื่อเกิดขึ้นในวัยทำงานหรือวัยเกษียณ แพทย์จะตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า “ต้องมีรอยโรคบางอย่างเกิดขึ้นในสมอง” (Structural Lesion) การหาสาเหตุจึงต้องอาศัยการตรวจเชิงลึก ไม่ใช่เพียงแค่การประเมินจากอาการภายนอกเท่านั้น

โรคลมชักในวัยผู้ใหญ่มักมีสาเหตุมาจากรอยโรคในสมองที่เกิดขึ้นภายหลัง จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

 

5 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด “โรคลมชักตอนโต”

การรู้สาเหตุที่แท้จริงคือจุดเริ่มต้นของการรักษาที่ตรงจุด สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ ได้แก่:

  1. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ แตก หรือตัน ถือเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดโรคลมชักในผู้สูงอายุ เนื่องจากเนื้อสมองที่ขาดเลือดจะเกิดแผลเป็นและส่งคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมา
  2. เนื้องอกในสมอง (Brain Tumor): ก้อนเนื้อที่โตขึ้นจะไปกดทับเนื้อสมองส่วนที่ปกติ ทำให้เกิดอาการชักเฉพาะที่ (Focal Seizures) หรือชักเกร็งทั้งตัวได้
  3. อุบัติเหตุทางศีรษะ (Traumatic Brain Injury): การได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนสมองช้ำ หรือมีเลือดออกในสมอง อาจส่งผลให้เกิดอาการชักตามมาได้ทันที หรือแม้กระทั่งผ่านไปแล้วหลายปี
  4. การติดเชื้อในระบบประสาท: เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส
  5. ภาวะความเสื่อมของสมอง: เช่น โรคอัลไซเมอร์ระยะรุนแรง ก็อาจพบอาการลมชักร่วมด้วยได้ รวมถึงปัจจัยกระตุ้นภายนอก เช่น การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักแล้วหยุดกะทันหัน หรือการใช้สารเสพติด

สัญญาณเตือน (Aura) และอาการชักที่ต้องระวัง

อาการลมชักไม่ได้มีแค่การ “ชักเกร็ง กระตุก น้ำลายฟูมปาก” เสมอไป อาการในผู้ใหญ่อาจมาในรูปแบบที่สังเกตยากกว่าที่คิด:

  • อาการเตือนก่อนชัก (Aura): ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกวูบโหวงในท้อง, ได้กลิ่นแปลกๆ ที่ไม่มีอยู่จริง (เช่น กลิ่นเหม็นไหม้), เห็นแสงแฟลช, หรือรู้สึกชาครึ่งซีก
  • อาการชักแบบเหม่อลอย (Focal Impaired Awareness Seizure): ผู้ป่วยจะนิ่งไปชั่วขณะ ทำตาค้าง เคี้ยวปาก หรือเอามือจับเสื้อผ้าซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว เมื่อฟื้นจะจำเหตุการณ์ไม่ได้
  • อาการชักเกร็งกระตุกทั้งตัว (Generalized Tonic-Clonic Seizure): ผู้ป่วยจะหมดสติล้มลง กล้ามเนื้อเกร็งและกระตุกเป็นจังหวะ อาจมีการกัดลิ้น หรือปัสสาวะราดร่วมด้วย
อาการวูบหมดสติและลมชักมีความแตกต่างกัน การสังเกตอาการอย่างละเอียดจะช่วยให้แพทย์เฉพาะทางวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ

วิธีปฐมพยาบาลคนชักผู้ใหญ่ที่ถูกต้อง (Do & Don’t)

หากพบเห็นคนใกล้ตัวมีอาการชัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การตั้งสติ” และปฏิบัติดังนี้:

  • สิ่งที่ต้องทำ (Do):
    • จัดให้ผู้ป่วยนอนตะแคง เพื่อป้องกันการสำลักน้ำลายหรือเศษอาหาร
    • หาหมอนหรือเสื้อผ้านุ่มๆ รองศีรษะ ป้องกันการกระแทก
    • คลายเสื้อผ้าให้หลวม โดยเฉพาะบริเวณคอ
    • จับเวลาที่เกิดอาการชัก หากชักนานเกิน 5 นาที หรือชักซ้ำโดยที่ยังไม่ฟื้นสติ ให้รีบโทร 1669 หรือนำส่งโรงพยาบาลทันที
  • ข้อห้ามเด็ดขาด (Don’t):
    • ห้ามเอาช้อน นิ้วมือ หรือสิ่งของใดๆ งัดปากผู้ป่วยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ฟันหัก หรือผู้ป่วยกัดนิ้วผู้ช่วยเหลือได้
    • ห้ามกดทับ จับมัด หรือพยายามหยุดอาการชักเกร็ง

การวินิจฉัยที่แม่นยำ: กุญแจสำคัญสู่การรักษาลมชัก

เมื่อผู้ป่วยเข้ามาพบแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง นอกจากการซักประวัติอย่างละเอียดแล้ว การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น ได้แก่:

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG – Electroencephalogram): เป็นการแปะสายรับสัญญาณที่ศีรษะ เพื่อจับความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมอง ช่วยยืนยันว่าเป็นโรคลมชักและระบุตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติ
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Brain): เพื่อค้นหารอยโรคที่จับต้องได้ เช่น ก้อนเนื้องอก รอยเส้นเลือดตีบตัน หรือความผิดปกติของโครงสร้างสมอง

แนวทางการรักษาโรคลมชักในผู้ใหญ่

เป้าหมายของการรักษาคือการควบคุมอาการชักให้สงบ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันและทำงานได้ตามปกติ

  1. การรักษาด้วยยากันชัก (Antiepileptic Drugs – AEDs): เป็นวิธีหลักในการรักษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการทานยาอย่างสม่ำเสมอ แพทย์จะเลือกชนิดของยาให้เหมาะสมกับประเภทของการชักและผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยรับได้
  2. การรักษาสาเหตุตั้งต้น: หากพบว่าสาเหตุมาจากเนื้องอกในสมอง การรักษาอาจต้องใช้วิธีการผ่าตัด หรือหากเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง ก็ต้องรักษาควบคู่กันไป
  3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น การอดนอน ความเครียดสะสม และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคลมชักผู้ใหญ่

Q: โรคลมชักตอนโต รักษาหายขาดไหม?
A: สามารถรักษาให้หายขาด หรือควบคุมอาการให้สงบได้ หากค้นพบสาเหตุที่ชัดเจน (เช่น ผ่าตัดเนื้องอกออกได้สำเร็จ) หรือหากตอบสนองต่อยากันชักได้ดี ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถค่อยๆ ลดยาจนหยุดยาได้ภายใต้การดูแลของแพทย์

Q: เป็นโรคลมชัก ขับรถได้ไหม?
A: ตามคำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ป่วยต้องควบคุมอาการชักให้สงบสนิท (ไม่มีอาการชักเลย) เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี และได้รับการรับรองจากแพทย์ผู้รักษา จึงจะสามารถกลับมาขับรถได้อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน

Q: ก่อนมาตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
A: ผู้ป่วยควรสระผมให้สะอาด ห้ามใส่ครีมนวดผมหรือจัดแต่งทรงผม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ (ยกเว้นกรณีที่แพทย์สั่งให้อดนอนเพื่อตรวจอาการ) และสามารถรับประทานอาหารและยาประจำตัวได้ตามปกติ

Expert Note: “โรคลมชักที่เกิดขึ้นใหม่ในวัยผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรปล่อยผ่าน เพราะมักเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางสมองที่ซ่อนอยู่ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือเนื้องอก การได้รับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่แม่นยำอย่าง MRI หรือคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้เราพบสาเหตุและรักษาได้ทันท่วงที ป้องกันความเสียหายของเนื้อสมองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” – ข้อมูลตรวจสอบโดย แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมระบบประสาทและสมอง

ปรึกษาศูนย์ระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการวูบ หมดสติ หรือสงสัยว่ามีอาการของโรคลมชัก อย่าปล่อยทิ้งไว้ สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับทีมแพทย์เฉพาะทางระบบประสาทและสมองที่ โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ อ้อมน้อย เราพร้อมดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ เพชรเกษม, อ้อมน้อย, อ้อมใหญ่, กระทุ่มแบน, สมุทรสาคร, ราชบุรี, นครปฐม, สามพราน และพุทธมณฑล ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

 ข้อมูลอ้างอิง:

  1. Epilepsy Foundation. (n.d.). Seizures in Later Life.
  2. Mayo Clinic. (2023). Epilepsy – Symptoms and causes.
  3. World Health Organization (WHO). (2024). Epilepsy.

นัดหมาย / ปรึกษาแพทย์

คลินิกระบบประสาทและสมอง
รพ.วิชัยเวชฯ อ้อมน้อย
02-441-7899  ต่อ 1111 , 3124 หรือ1792
ติดต่อผ่านช่องทางไลน์ได้ง่ายๆ  
Line
สามารถตรวจเช็ค
 ตารางแพทย์ออกตรวจ เพื่อขอเข้ารับคำปรึกษาได้เลย