งูสวัด (Shingles หรือ Herpes Zoster) คือโรคที่เกิดจากการกลับมากำเริบของเชื้อไวรัส Varicella Zoster ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังหายจากอีสุกอีใส เชื้อสามารถหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทและกลับมาก่อโรคได้เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวด แสบ ร้อน เจ็บจี๊ด คัน หรือไวต่อการสัมผัสบริเวณผิวหนัง ก่อนจะเกิดผื่นแดงและตุ่มน้ำเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท โดยมักเกิดเพียงข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย
โดยทั่วไปตุ่มน้ำจะค่อย ๆ แห้งและตกสะเก็ดภายในประมาณ 7–10 วัน และอาการของโรคอาจใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์จึงดีขึ้น ทั้งนี้ระยะเวลาการหายอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับอายุ ภูมิคุ้มกัน ตำแหน่งที่เกิดโรค ภาวะแทรกซ้อน และการได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

โรคงูสวัด (Shingles / Herpes Zoster) คืออะไร?
โรคงูสวัด หรือ Herpes Zoster คือโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจากเชื้อ Varicella Zoster Virus (VZV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส
หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสไม่ได้หายออกจากร่างกายทั้งหมด แต่สามารถหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทเป็นเวลาหลายปี เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงหรือมีปัจจัยบางอย่างกระตุ้น เชื้ออาจกลับมาทำงานอีกครั้งและทำให้เกิดโรคงูสวัด
โรคงูสวัดสามารถเกิดได้ในหลายช่วงวัย แต่พบได้บ่อยขึ้นในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
โรคงูสวัดเกิดจากอะไร?
โรคงูสวัดเกิดจากการกลับมากำเริบของเชื้อไวรัส Varicella Zoster ที่เคยติดเชื้อมาก่อน โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากที่บุคคลนั้นเคยเป็นโรคอีสุกอีใส
หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสสามารถหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทโดยไม่ทำให้เกิดอาการเป็นเวลาหลายปี
เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เชื้ออาจกลับมาทำงานและเคลื่อนตามแนวเส้นประสาทมายังผิวหนัง ทำให้เกิดอาการปวด แสบ ร้อน และผื่นตุ่มน้ำที่มีลักษณะเฉพาะของโรคงูสวัด
ปัจจัยที่อาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคงูสวัด ได้แก่
- อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
- ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- โรคประจำตัวบางชนิดที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
- การได้รับยาหรือการรักษาบางประเภทที่กดภูมิคุ้มกัน
- ความเครียดหรือการพักผ่อนไม่เพียงพออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกันในบางคน
อาการเริ่มแรกของงูสวัด มีอะไรบ้าง?
อาการเริ่มแรกของโรคงูสวัดอาจเกิดขึ้นก่อนที่จะสังเกตเห็นผื่นหรือตุ่มน้ำบนผิวหนัง ทำให้ผู้ป่วยบางคนเข้าใจผิดว่าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ อาการแพ้ หรือโรคผิวหนังชนิดอื่น
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- ปวด แสบ หรือร้อนบริเวณผิวหนัง
- เจ็บจี๊ดหรือปวดคล้ายถูกเข็มแทง
- คันหรือรู้สึกยิบ ๆ บริเวณผิวหนัง
- ชาหรือไวต่อการสัมผัสมากกว่าปกติ
- ปวดบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย โดยมักเกิดเพียงด้านเดียว
- บางคนอาจมีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไม่สบายตัว
หลังจากเริ่มมีอาการเหล่านี้ประมาณ 1–5 วัน อาจเริ่มพบผื่นแดงและตุ่มน้ำขึ้นตามแนวเส้นประสาท
งูสวัดก่อนมีผื่น มีอาการอย่างไร?
ก่อนเกิดผื่น ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวด แสบ ร้อน คัน ชา หรือไวต่อการสัมผัสบริเวณผิวหนัง โดยยังไม่พบความผิดปกติที่มองเห็นได้ชัดเจน
หากมีอาการปวดหรือแสบร้อนเฉพาะบริเวณ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเพียงด้านเดียวของร่างกาย และต่อมามีผื่นหรือตุ่มน้ำเกิดขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและวินิจฉัย
ผื่นงูสวัดมีลักษณะแบบไหน?
ผื่นงูสวัดมักเริ่มจากอาการปวดหรือแสบร้อนเฉพาะบริเวณ ก่อนที่จะเกิดผื่นแดงและตุ่มน้ำใสเรียงตัวเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท
ลักษณะที่พบบ่อย ได้แก่
- ผื่นและตุ่มน้ำมักเกิดเป็นกลุ่ม
- เรียงตัวตามแนวเส้นประสาท
- มักเกิดเพียงด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย
- อาจมีอาการปวด แสบ ร้อน หรือไวต่อการสัมผัสร่วมด้วย
- ตุ่มน้ำอาจแตก แห้ง และค่อย ๆ ตกสะเก็ดตามระยะของโรค
ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ ลำตัว หน้าอก หลัง เอว ใบหน้า และลำคอ
บางรายอาจเกิดผื่นบริเวณรอบดวงตา ใบหน้า หรือหู ซึ่งควรได้รับการประเมินจากแพทย์ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับอวัยวะสำคัญและมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

งูสวัดติดต่อไหม? ติดต่อทางไหน?
โรคงูสวัดไม่ได้ติดต่อจากผู้ป่วยคนหนึ่งไปทำให้อีกคน “เป็นงูสวัด” โดยตรง
อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัส Varicella Zoster จากตุ่มน้ำของผู้ป่วยสามารถแพร่ไปยังผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ ทำให้ผู้ที่ได้รับเชื้อเกิดโรคอีสุกอีใสได้
การแพร่เชื้อเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวจากตุ่มน้ำเป็นหลัก
ระหว่างที่ยังมีตุ่มน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นโดยตรง ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดตัวหรือเสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น และควรปกปิดบริเวณผื่นเมื่อเหมาะสมเพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ
โดยเฉพาะควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใส ทารกแรกเกิด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จนกว่าตุ่มน้ำทั้งหมดจะแห้งและตกสะเก็ด
งูสวัดระยะแพร่เชื้อกี่วัน?
ผู้ป่วยโรคงูสวัดสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่เริ่มมีตุ่มน้ำจนกระทั่งตุ่มน้ำทั้งหมดแห้งและตกสะเก็ด
โดยทั่วไปอาจใช้เวลาประมาณ 7–10 วันหลังจากเริ่มมีผื่น แต่ระยะเวลาดังกล่าวสามารถแตกต่างกันได้ในแต่ละคน
ในช่วงที่ยังมีตุ่มน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นโดยตรง รักษาความสะอาดบริเวณผื่น และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
งูสวัดกี่วันหาย? ระยะของโรคเป็นอย่างไร?
โดยทั่วไปโรคงูสวัดอาจใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนกระทั่งผื่นดีขึ้นและตกสะเก็ด
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการหายสามารถแตกต่างกันได้ในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับอายุ ภูมิคุ้มกัน ตำแหน่งที่เกิดโรค ความรุนแรงของอาการ ภาวะแทรกซ้อน และการได้รับการรักษา
การดำเนินโรคงูสวัดสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่าง ๆ ได้ดังนี้
ระยะที่ 1 ก่อนเกิดผื่น
อาจเริ่มมีอาการปวด แสบ ร้อน คัน ชา หรือไวต่อการสัมผัสบริเวณผิวหนัง
อาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นประมาณ 1–5 วันก่อนพบผื่น
ระยะที่ 2 เริ่มเกิดผื่นและตุ่มน้ำ
เริ่มพบผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท โดยมักเกิดเพียงด้านเดียวของร่างกาย
ในช่วงนี้อาจมีอาการปวด แสบ ร้อน หรือไวต่อการสัมผัสร่วมด้วย
ระยะที่ 3 ตุ่มน้ำแห้งและตกสะเก็ด
ตุ่มน้ำจะค่อย ๆ แห้งและตกสะเก็ด โดยทั่วไปอาจใช้เวลาประมาณ 7–10 วันหลังเริ่มมีผื่น
เมื่อผื่นทั้งหมดแห้งและตกสะเก็ด ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจะลดลงอย่างมาก
ระยะที่ 4 หลังผื่นหาย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 2–4 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจยังมีอาการปวด แสบ หรือไวต่อการสัมผัสต่อเนื่องหลังจากผื่นหายแล้ว ซึ่งอาจเป็นภาวะปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด หรือ Postherpetic Neuralgia
ปัจจัยที่อาจทำให้อาการของโรคงูสวัดหายช้าหรือรุนแรงขึ้น
ระยะเวลาการหายและความรุนแรงของโรคสามารถแตกต่างกันในแต่ละคน โดยปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่
- อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
- ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- โรคประจำตัวบางชนิด
- การใช้ยาหรือได้รับการรักษาที่กดภูมิคุ้มกัน
- ตำแหน่งของผื่น เช่น บริเวณใบหน้า รอบดวงตา หรือหู
- ความรุนแรงของอาการปวดและผื่น
- การเกิดภาวะแทรกซ้อน
- การได้รับการประเมินและรักษาล่าช้า
งูสวัดอันตรายไหม?
ผู้ป่วยโรคงูสวัดส่วนใหญ่สามารถมีอาการดีขึ้นได้ แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด หรือผู้ที่มีผื่นเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า รอบดวงตา และหู
ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยคืออาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด ซึ่งอาจทำให้มีอาการปวด แสบ ร้อน หรือไวต่อการสัมผัสต่อเนื่องแม้ว่าผื่นจะหายแล้ว
ดังนั้น หากสงสัยว่าเป็นโรคงูสวัด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงหรือมีผื่นบริเวณอวัยวะสำคัญ ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด มีอะไรบ้าง?
ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัดสามารถเกิดขึ้นได้แตกต่างกันตามอายุ ภูมิคุ้มกัน ตำแหน่งของผื่น และความรุนแรงของโรค
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ ได้แก่
ปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด
Postherpetic Neuralgia เป็นภาวะที่ผู้ป่วยยังคงมีอาการปวด แสบ ร้อน หรือไวต่อการสัมผัสหลังจากผื่นหายแล้ว
พบได้บ่อยขึ้นในผู้สูงอายุ และอาการอาจส่งผลต่อการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน
ภาวะแทรกซ้อนทางตา
หากโรคงูสวัดเกิดบริเวณใบหน้า หน้าผาก จมูก หรือรอบดวงตา อาจเกี่ยวข้องกับดวงตาและการมองเห็น ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
ภาวะแทรกซ้อนทางหูและระบบประสาท
ในบางรายที่โรคเกิดบริเวณหูหรือเกี่ยวข้องกับเส้นประสาท อาจมีอาการปวดหู การได้ยินผิดปกติ เวียนศีรษะ หรือกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง
การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบริเวณผื่น
การเกาหรือดูแลผื่นไม่เหมาะสมอาจเพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนัง
ภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดผื่นกระจายหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าคนทั่วไป จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์
งูสวัดรักษาอย่างไร?
แนวทางการรักษาโรคงูสวัดขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพโดยรวม ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ตำแหน่งของผื่น ความรุนแรงของโรค และความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
การรักษาด้วยยาต้านไวรัส
แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านไวรัสเพื่อลดการเพิ่มจำนวนของเชื้อ ลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการในผู้ป่วยที่เหมาะสม
การเริ่มรักษาในระยะแรกหลังเกิดผื่นมักให้ประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อเริ่มภายในประมาณ 72 ชั่วโมงแรก แต่ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์หลังจากนั้นบางรายอาจยังได้รับประโยชน์จากการรักษา ขึ้นอยู่กับอาการ ตำแหน่งของโรค และปัจจัยเสี่ยง ซึ่งควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน
การบรรเทาอาการปวด
แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดตามความรุนแรงและลักษณะของอาการ
ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาหรือปรับยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
การดูแลผื่นและตุ่มน้ำ
ควรรักษาความสะอาดบริเวณผื่น หลีกเลี่ยงการเกา ไม่แกะตุ่มน้ำหรือสะเก็ด และหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
การสวมเสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นและหลีกเลี่ยงการเสียดสีบริเวณผื่นอาจช่วยลดความไม่สบายตัว
ทำไมการพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกจึงสำคัญ?
การได้รับการวินิจฉัยและประเมินในระยะแรกช่วยให้แพทย์สามารถพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ประเมินความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และติดตามอาการในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
เป็นงูสวัด ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่?
หากสงสัยว่าเป็นโรคงูสวัด ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย โดยเฉพาะเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
- มีผื่นหรือตุ่มน้ำร่วมกับอาการปวด แสบ หรือร้อนตามแนวผิวหนัง
- ผื่นเกิดบริเวณใบหน้า รอบดวงตา ปลายจมูก หรือหู
- มีอาการปวดมากหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
- ผื่นกระจายหลายบริเวณหรือเกิดขึ้นทั้งสองด้านของร่างกาย
- มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย
- เป็นผู้สูงอายุ
- มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- มีโรคประจำตัวหรือได้รับยาที่กดภูมิคุ้มกัน
- ไม่แน่ใจว่าผื่นที่เกิดขึ้นเป็นโรคงูสวัดหรือโรคผิวหนังชนิดอื่น
การพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคงูสวัดและภาวะแทรกซ้อนจากโรค โดยเฉพาะอาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด
การพิจารณารับวัคซีนขึ้นอยู่กับอายุ ประวัติสุขภาพ ภาวะภูมิคุ้มกัน โรคประจำตัว และคำแนะนำของแพทย์
แม้ผู้ที่เคยเป็นโรคงูสวัดมาก่อนก็อาจได้รับการพิจารณาให้รับวัคซีนได้ เนื่องจากโรคงูสวัดสามารถเกิดซ้ำได้
ผู้ที่สนใจรับวัคซีนควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมและช่วงเวลาที่ควรได้รับวัคซีน
อ่านบทความเพิ่มเติม อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรฉีดวัคซีนงูสวัดไหม?
ดูรายละเอียด วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับโรคงูสวัด (FAQ)
Q: งูสวัดติดต่อไหม?
A: โรคงูสวัดไม่ได้ติดต่อจากคนหนึ่งไปทำให้อีกคนเป็นงูสวัดโดยตรง แต่เชื้อไวรัสจากตุ่มน้ำสามารถแพร่ไปยังผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใส และทำให้ผู้รับเชื้อเกิดโรคอีสุกอีใสได้
Q: งูสวัดกี่วันหาย?
A: โดยทั่วไปตุ่มน้ำจะค่อย ๆ แห้งและตกสะเก็ดภายในประมาณ 7–10 วัน และอาการของโรคอาจใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์จึงดีขึ้น ทั้งนี้ระยะเวลาการหายแตกต่างกันได้ในแต่ละคน
Q: งูสวัดหายเองได้ไหม?
A: ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการดีขึ้นได้ตามระยะของโรค แต่การพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและประเมินความเหมาะสมในการรักษามีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่มีผื่นบริเวณใบหน้า รอบดวงตา และหู
Q: งูสวัดเป็นซ้ำได้ไหม?
A: ได้ ผู้ที่เคยเป็นโรคงูสวัดแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ แม้ว่าจะไม่เกิดขึ้นในผู้ป่วยทุกราย
Q: เป็นงูสวัดอาบน้ำได้ไหม?
A: สามารถอาบน้ำได้ ควรรักษาความสะอาดบริเวณผื่นอย่างอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการขัด ถู เกา หรือแกะตุ่มน้ำและสะเก็ด และซับผิวให้แห้งหลังอาบน้ำ
Q: เป็นงูสวัดกินอะไรไม่ได้บ้าง?
A: โดยทั่วไปไม่มีอาหารต้องห้ามเฉพาะสำหรับผู้ป่วยโรคงูสวัด ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีโรคประจำตัวหรือข้อจำกัดด้านอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
Q: งูสวัดขึ้นหน้าอันตรายไหม?
A: โรคงูสวัดที่เกิดบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะรอบดวงตา ปลายจมูก หรือหู อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับดวงตา การมองเห็น การได้ยิน หรือระบบประสาท จึงควรพบแพทย์โดยเร็ว
Q: เป็นงูสวัดควรไปหาหมอเมื่อไหร่?
A: ควรพบแพทย์เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคงูสวัด โดยเฉพาะหากเพิ่งเริ่มมีผื่น มีอาการปวดมาก ผื่นเกิดบริเวณใบหน้า รอบดวงตาหรือหู ผื่นกระจาย หรือผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
คำแนะนำจากแพทย์
หากมีอาการปวด แสบ ร้อน หรือไวต่อการสัมผัสบริเวณผิวหนัง และเริ่มมีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำขึ้นเป็นแนว โดยเฉพาะเมื่อเกิดเพียงด้านเดียวของร่างกาย ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
การได้รับการประเมินตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้แพทย์สามารถพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและประเมินความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยแต่ละราย
เข้ารับการวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางได้ที่
ศูนย์อายุรกรรม 24 ชั่วโมง รพ.วิชัยเวชฯ อ้อมน้อย
โทร: 02-441-7899 หรือ1792
แผนที่: ใกล้พุทธมณฑล – หนองแขม – อ้อมน้อย
นัดหมายออนไลน์: Line