อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง อาการบวมตามร่างกาย หรือการตื่นมาปัสสาวะกลางดึกบ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม กว่าจะรู้ตัว ภาวะการทำงานของไตอาจเสื่อมถอยลงไปมากแล้ว สำหรับผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างต่อเนื่อง หรือเข้าสู่กระบวนการบำบัดทดแทนไต (ฟอกไต) ปัญหาใหญ่ที่มักพบคือความเหนื่อยล้าจากการเดินทางฝ่าการจราจรติดขัดเพื่อเข้าไปรักษาในตัวเมือง การเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางและศูนย์ไตเทียมที่ได้มาตรฐานระดับสากลในย่าน อ้อมน้อย สมุทรสาคร เพชรเกษม หรือสามพราน จึงเป็นทางออกสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ตรงเวลา และรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ได้โดยไม่ต้องเหนื่อยล้ากับการเดินทาง
ภาวะไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) คืออะไร?
โรคไต (Kidney Disease) คือ ภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียและขับน้ำส่วนเกินออกจากกระแสเลือด ส่งผลให้เกิดการสะสมของเสียและสารพิษในร่างกาย หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา จะนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease – CKD) ซึ่งอาจต้องพึ่งพาการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) เพื่อรักษาชีวิต
ในทางกลไกการทำงาน ไตของมนุษย์มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วอยู่บริเวณบั้นเอวทั้งสองข้าง ทำหน้าที่เปรียบเสมือนโรงงานกรองน้ำที่ล้ำสมัยที่สุด ภายในไตแต่ละข้างประกอบด้วยหน่วยไต (Nephrons) นับล้านหน่วย ซึ่งหลอดเลือดฝอยเหล่านี้จะทำหน้าที่กรองของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญของร่างกาย ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ ตลอดจนผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตและกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อหน่วยไตเหล่านี้ถูกทำลาย ร่างกายจะเสียสมดุลในทุกระบบ

กลไกและสาเหตุการเกิดโรค: โรคไตเกิดจากอะไร?
การทำความเข้าใจสาเหตุ หรือปัจจัยเสี่ยง (Etiology & Risk Factors) คือก้าวแรกในการป้องกันการเกิดโรคไตวายเรื้อรัง โดยสาเหตุหลักมักไม่ได้เกิดจากไตโดยตรง แต่เป็นผลกระทบจากโรคระบบศัลยกรรมและอายุรกรรมอื่นๆ ดังนี้:
- โรคเบาหวานลงไต (Diabetic Nephropathy)
นี่คือสาเหตุอันดับ 1 ของผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยและทั่วโลก ภาวะน้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรังจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดฝอยในหน่วยไต ทำให้ความสามารถในการกรองลดลง และเริ่มมีโปรตีนอัลบูมิน (Albumin) รั่วออกมาในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณแรกของภาวะเบาหวานลงไต
- โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)
แรงดันเลือดที่สูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตหนาตัวและแข็งกระด้าง (Arteriosclerosis) รูหลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไปเลี้ยงไตได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เซลล์ไตขาดออกซิเจนและฝ่อตายลงในที่สุด
- พฤติกรรมการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs)
การซื้อยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ ยาคลายเส้น หรือยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานมารับประทานเองอย่างต่อเนื่อง เป็นอันตรายต่อไตอย่างรุนแรง ยากลุ่มนี้จะไปลดการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้
- สาเหตุทางพยาธิสภาพอื่นๆ
รวมถึงโรคอักเสบของกลุ่มเลือดฝอยของไต (Glomerulonephritis), นิ่วในทางเดินปัสสาวะที่ทำให้เกิดการอุดตัน, และโรคถุงน้ำในไตแต่กำเนิด (Polycystic Kidney Disease)
การประเมินอาการและสัญญาณเตือน (Clinical Manifestations)
โรคไตมักถูกเรียกว่า “ฆาตกรเงียบ” เพราะในระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 1-3) ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่เมื่อการทำงานของไตลดลงต่ำกว่า 30% ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการที่สังเกตได้ชัดเจน ดังนี้:
- บวมน้ำ (Edema): โดยเฉพาะบริเวณหนังตาในตอนเช้า หรือกดบุ๋มที่หน้าแข้งและข้อเท้า เกิดจากการที่ไตขับน้ำและเกลือโซเดียมออกไม่ได้
- ปัสสาวะผิดปกติ: ปัสสาวะเป็นฟองมากและฟองไม่หายไป (สัญญาณของโปรตีนรั่ว), ปัสสาวะเป็นเลือด, หรือต้องตื่นมาปัสสาวะกลางดึกบ่อยครั้ง
- ซีดและอ่อนเพลีย: ไตที่เสื่อมสภาพจะไม่สามารถสร้างฮอร์โมน Erythropoietin ที่กระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงได้ ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง (Anemia)
- คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร: เกิดจากของเสีย (Uremia) คั่งในกระแสเลือดปริมาณมาก

ตารางเปรียบเทียบ: ปวดหลังแบบไหน เสี่ยงเป็นโรคไต? (Comparison Analysis)
| ลักษณะอาการ | ปวดหลังจากโรคไต / นิ่วในไต | ปวดหลังจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ (Office Syndrome) |
| ตำแหน่งที่ปวด | ปวดลึกๆ บริเวณบั้นเอว หรือใต้ชายโครงด้านหลัง มักปวดร้าวลงมาที่ขาหนีบ | ปวดบริเวณกล้ามเนื้อหลังส่วนบน ส่วนล่าง หรือกลางหลัง |
| ลักษณะการปวด | ปวดบีบๆ เกร็งๆ เป็นพักๆ อย่างรุนแรง เปลี่ยนท่าทางก็ไม่หายปวด | ปวดตึงๆ ร้าวๆ อาการมักสัมพันธ์กับการขยับตัว หรือการนั่งท่าเดิมนานๆ |
| อาการร่วม | มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะแสบขัด หรือมีปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย | อาจมีอาการชาร้าวลงขาหากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไม่มีไข้ |
| การบรรเทาอาการ | การนวดหรือเปลี่ยนท่าไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น ต้องรักษาที่ต้นเหตุ | การพักผ่อน นวด ประคบร้อน หรือยืดเหยียด มักช่วยให้อาการดีขึ้น |
การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Diagnostics)
เพื่อความแม่นยำสูงสุดทางการแพทย์ การประเมินการทำงานของไตจะไม่ใช้เพียงการซักประวัติ แต่ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน:
- การตรวจระดับ Creatinine (Cr) และ BUN (Blood Urea Nitrogen): เป็นการตรวจระดับของเสียในเลือด หากไตทำงานแย่ลง ค่าเหล่านี้จะสูงขึ้น
- การประเมินอัตราการกรองของไต (eGFR – Estimated Glomerular Filtration Rate): เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่าไตของคุณทำงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแพทย์จะใช้ค่านี้ในการแบ่งระยะของโรคไต (ระยะที่ 1 ถึง 5)
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อค้นหาโปรตีนที่รั่วซึม เม็ดเลือดแดง หรือเม็ดเลือดขาวที่บ่งชี้ถึงการอักเสบ
- การตรวจทางรังสีวิทยา (Ultrasound KUB): อัลตราซาวนด์ดูขนาดและรูปร่างของไต เพื่อหานิ่ว หรือภาวะอุดตัน
แนวทางการรักษา และ ศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ อ้อมน้อย
เป้าหมายของการรักษาโรคไตในระยะเริ่มต้นคือ “การชะลอความเสื่อม” ผ่านการควบคุมโรคต้นเหตุ เช่น คุมระดับน้ำตาลและระดับความดันโลหิตให้เป๊ะ ปรับเปลี่ยนโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด
แต่หากผู้ป่วยเข้าสู่ ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (ESRD – End Stage Renal Disease) ร่างกายจะไม่สามารถขับของเสียได้เองอีกต่อไป ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการ บำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy) ซึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพสูงคือ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis)
ที่ ศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย เราเข้าใจถึงความต้องการของผู้ป่วยในโซน อ้อมน้อย เพชรเกษม กระทุ่มแบน และสมุทรสาคร ที่ต้องการการรักษาที่ได้มาตรฐานระดับแนวหน้าใกล้บ้าน ศูนย์ของเราให้บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมประสิทธิภาพสูง ควบคุมระบบน้ำบริสุทธิ์ (RO Water) ตามมาตรฐานสากล ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจาก แพทย์เฉพาะทางอายุรกรรมโรคไต (Nephrologist) และพยาบาลเฉพาะทางไตเทียมที่มีประสบการณ์ เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของผู้ป่วย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: เป็นเบาหวานนานๆ ทำไมถึงเสี่ยงเป็นโรคไต?
A: ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้หลอดเลือดฝอยที่หน่วยไตเสื่อมสภาพและเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้ไตสูญเสียประสิทธิภาพในการกรองของเสีย ซึ่งพบได้มากถึง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเบาหวาน
Q: ค่าไต eGFR ต่ำกว่าเท่าไหร่ ถึงเข้าขั้นอันตราย?
A: หากค่า eGFR ต่ำกว่า 60 ml/min/1.73m² ติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน จะถือว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง และหากต่ำกว่า 15 (ระยะที่ 5) จะถือว่าเป็นภาวะไตวายระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการประเมินเพื่อฟอกไต
Q: ยาแก้ปวดชนิดใดบ้างที่ทำลายไต?
A: ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), นาพรอกเซน (Naproxen) รวมถึงยาชุด หรือยาสมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน
Q: สามารถใช้สิทธิการรักษาใดได้บ้างที่ศูนย์ไตเทียม รพ.วิชัยเวชฯ อ้อมน้อย?
A: ทางโรงพยาบาลรองรับสิทธิ์การรักษาที่หลากหลาย กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ประกันสุขภาพ ประกันสังคม หรือสิทธิข้าราชการของท่าน
หากท่านมีอาการน่าสงสัย มีโรคประจำตัวที่เป็นความเสี่ยง หรือกำลังมองหาศูนย์ไตเทียมที่ได้มาตรฐานในย่านสมุทรสาคร สามารถติดต่อนัดหมายเพื่อรับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางได้ที่ ศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ อ้อมน้อย เพื่อสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
อ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์ / Medical References:
- National Kidney Foundation (NKF) – About Chronic Kidney Disease
- Mayo Clinic – Chronic kidney disease: Symptoms and causes
- The National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK) – Diabetic Kidney Disease
ศูนย์อายุรกรรม Premium 24 ชั่วโมง
อายุรศาสตร์โรคไต และไตเทียม
โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ อ้อมน้อย
โทร: 02-441-7899 หรือ1792
แผนที่: ใกล้พุทธมณฑล – หนองแขม – อ้อมน้อย
นัดหมายออนไลน์: Line