อาการปวดหัวเป็นเรื่องที่หลายคนเคยเจอ บางครั้งพักผ่อนแล้วก็ดีขึ้น แต่บางคนกลับปวดซ้ำ ๆ ปวดข้างเดียว ปวดตุบ ๆ ปวดจี๊ด ๆ หรือรู้สึกว่าครั้งนี้ “ปวดไม่เหมือนเดิม” จนเริ่มกังวลว่าอาการที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับไมเกรน ความเครียด หรือมีความผิดปกติในสมองหรือไม่
สิ่งสำคัญคือ อาการปวดหัวไม่ได้มีสาเหตุเดียว และตำแหน่งที่ปวดเพียงอย่างเดียวมักยังบอกไม่ได้ว่าเกิดจากโรคอะไร แพทย์จึงมักดูหลายอย่างประกอบกัน ทั้งลักษณะการปวด ระยะเวลาที่ปวด ความถี่ สิ่งกระตุ้น และอาการอื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เพื่อค่อย ๆ แยกว่าอาการปวดหัวนั้นน่าจะมาจากสาเหตุใด และจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือไม่
ปวดหัวเกิดจากอะไร ทำไมแต่ละคนถึงปวดไม่เหมือนกัน
ในทางการแพทย์ อาการปวดหัวมีได้หลายรูปแบบ แต่ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย สามารถมองได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่
กลุ่มแรกคือ อาการปวดหัวที่เป็นโรคปวดหัวโดยตรง ไม่ได้เกิดจากโรคอื่นในสมอง เช่น ไมเกรน ปวดศีรษะแบบตึงเครียด (Tension-type headache) และปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (Cluster headache)
อีกกลุ่มคือ อาการปวดหัวที่เกิดตามหลังความผิดปกติหรือภาวะอื่น ซึ่งมีสาเหตุได้หลากหลาย ตั้งแต่การติดเชื้อ การใช้ยาบางชนิดหรือยาแก้ปวดมากเกินไป การบาดเจ็บที่ศีรษะ ไปจนถึงโรคบางอย่างของสมองหรือหลอดเลือดสมอง ดังนั้นการมีอาการปวดหัวจึงไม่ได้หมายความว่าจะมีโรคในสมองเสมอไป แต่ในขณะเดียวกัน อาการบางรูปแบบก็ไม่ควรมองข้ามครับ
ลักษณะการปวดหัว ช่วยบอกอะไรเราได้บ้าง
เวลาปวดหัว หลายคนมักเริ่มจากถามว่า “ปวดตรงไหน” แต่สำหรับแพทย์ ลักษณะของความปวดและอาการที่มาด้วยมีความสำคัญไม่น้อยกว่าตำแหน่ง
1.ปวดตื้อ ๆ เหมือนมีอะไรรัดหรือบีบรอบศีรษะ
อาการลักษณะนี้พบได้ใน ปวดศีรษะแบบตึงเครียด หลายคนอธิบายว่าเหมือนมีอะไรมารัดรอบศีรษะ ปวดตึงบริเวณหน้าผาก ขมับ หรือท้ายทอย อาจปวดทั้งสองข้าง และโดยทั่วไปกิจวัตรประจำวันไม่ได้ทำให้อาการรุนแรงขึ้นมากนัก
บางคนสังเกตว่าปวดในวันที่ทำงานหนัก นั่งหน้าจอนาน พักผ่อนน้อย หรือมีความเครียด แต่หากอาการเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ก็ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นเพราะเครียดทุกครั้ง เพราะยังมีสาเหตุอื่นที่ควรได้รับการประเมินได้เช่นกัน
- ปวดตุบ ๆ โดยเฉพาะข้างเดียว
คำว่า “ปวดหัวข้างเดียว” มักทำให้หลายคนนึกถึงไมเกรน และไมเกรนก็สามารถปวดข้างเดียวได้จริง อาการอาจเป็นลักษณะตุบ ๆ มีความรุนแรงปานกลางถึงมาก และบางคนมีคลื่นไส้ รวมถึงไวต่อแสงหรือเสียงร่วมด้วย กิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวอาจทำให้อาการปวดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปวดหัวข้างเดียวไม่ได้แปลว่าเป็นไมเกรนทุกคน เพราะอาการปวดด้านเดียวสามารถพบในอาการปวดหัวชนิดอื่นได้เช่นกัน จึงต้องดูรูปแบบของอาการทั้งหมดร่วมกัน
- ปวดรุนแรงมากบริเวณรอบตาหรือขมับด้านเดียว
อาการปวดหัวบางชนิด เช่น Cluster headache สามารถทำให้ปวดรุนแรงมากบริเวณรอบตาหรือขมับด้านเดียว และอาจมีอาการตาแดง น้ำตาไหล คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือหนังตาผิดปกติที่ด้านเดียวกับที่ปวดร่วมด้วย ลักษณะอาการและช่วงเวลาที่เกิดมักแตกต่างจากไมเกรน
ดังนั้นถ้าปวดรอบตารุนแรงซ้ำ ๆ ไม่ควรใช้เพียงตำแหน่งของความปวดตัดสินว่าเป็นไมเกรนหรือปัญหาเกี่ยวกับสายตา
- ปวดจี๊ด ๆ เป็นช่วง ๆ
คำว่า “ปวดหัวจี๊ด ๆ” เป็นอีกคำที่คนค้นหากันมาก แต่คำนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถบอกสาเหตุได้ครับ
แพทย์จะอยากรู้ต่อว่า จี๊ดบริเวณไหน นานกี่วินาทีหรือกี่นาที เกิดบ่อยแค่ไหน มีการก้ม เงย ไอ จาม หรือขยับคอแล้วกระตุ้นอาการหรือไม่ รวมถึงมีชา อ่อนแรง ตามัว หรืออาการอื่นเกิดขึ้นพร้อมกันหรือเปล่า
จึงไม่ควรพยายามวินิจฉัยจากคำว่า “จี๊ด” เพียงอย่างเดียว

ปวดหัวตามตำแหน่ง บอกสาเหตุได้ไหม
หลายคนพยายามหาคำตอบจากตำแหน่ง เช่น
“ปวดหัวด้านหลังเกิดจากอะไร”
“ปวดขมับเป็นอะไร”
“ปวดหน้าผากเกี่ยวกับสมองไหม”
ตำแหน่งของอาการเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ ไม่ควรใช้ตำแหน่งเพียงอย่างเดียวในการบอกว่าเป็นโรคอะไร
ตัวอย่างเช่น ไมเกรนอาจปวดข้างเดียว แต่ก็อาจปวดทั้งสองข้างได้ ขณะที่อาการปวดศีรษะแบบตึงเครียดอาจรู้สึกได้ตั้งแต่หน้าผาก ขมับ ไปจนถึงบริเวณท้ายทอย ลักษณะของความปวด ระยะเวลา ความถี่ และอาการร่วมจึงช่วยแยกสาเหตุได้มากกว่า
เพราะฉะนั้น หากปวดหัวบริเวณเดิมซ้ำ ๆ สิ่งที่ควรสังเกตไม่ใช่แค่ “ปวดตรงไหน” แต่ควรจำด้วยว่า “ปวดแบบไหน นานเท่าไร และเกิดอะไรขึ้นพร้อมกับอาการปวด”
ปวดหัวบ่อย หรือปวดแทบทุกวัน ต้องกังวลไหม
ความถี่เป็นข้อมูลอีกอย่างที่แพทย์ให้ความสำคัญ
บางคนจากเดิมปวดเดือนละไม่กี่ครั้ง กลายเป็นปวดสัปดาห์ละหลายวัน หรือเริ่มต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยขึ้น แม้อาการแต่ละครั้งอาจไม่ได้รุนแรงมาก แต่การที่รูปแบบของอาการเปลี่ยนไปก็ควรหาสาเหตุครับ
โดยเฉพาะการใช้ยาแก้ปวดบางชนิดบ่อยเกินไปสามารถสัมพันธ์กับ Medication-overuse headache หรืออาการปวดหัวจากการใช้ยามากเกินไปได้ จึงไม่ควรแก้ปัญหาปวดหัวเรื้อรังด้วยการเพิ่มยาเองเรื่อย ๆ
ถ้าปวดหัวเป็นประจำ การจด Headache Diary สั้น ๆ ว่าวันไหนปวด ปวดนานเท่าไร ลักษณะอย่างไร มีอาการอะไรร่วม และใช้ยาอะไรไปบ้าง สามารถช่วยให้แพทย์เห็นรูปแบบของอาการได้ชัดขึ้น
อาการปวดหัวแบบไหนไม่ควรรอดูอาการ
แม้อาการปวดหัวส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากภาวะร้ายแรง แต่อาการบางอย่างควรได้รับการประเมินโดยเร็ว โดยเฉพาะหากเป็น อาการปวดหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ชา พูดไม่ชัด สับสน หรือการมองเห็นผิดปกติ
ควรให้ความสำคัญเช่นกันหากอาการปวดหัวเกิดหลังได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ มีไข้ร่วมกับอาการผิดปกติอื่น อาการปวดมีความถี่หรือความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หรือเป็นอาการปวดหัวรูปแบบใหม่ในผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสาเหตุรอง
โดยเฉพาะถ้ามี หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงหรือชาข้างหนึ่ง พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติเกิดขึ้นเฉียบพลัน ควรไปโรงพยาบาลทันที เพราะเป็นอาการที่ต้องประเมินภาวะทางระบบประสาทฉุกเฉิน รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง โดยไม่ควรรอให้อาการหายเองครับ
ปวดหัว จำเป็นต้องตรวจ CT หรือ MRI สมองทุกคนไหม
ไม่จำเป็น
นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่คนปวดหัวกังวลกันมาก เพราะเมื่อปวดซ้ำ ๆ หลายคนอยากตรวจสมองเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่การตรวจ CT หรือ MRI ไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหัวทุกคน
แพทย์จะเริ่มจากการถามประวัติ รูปแบบอาการ ตรวจร่างกายและระบบประสาทก่อน หากอาการเข้ากับโรคปวดหัวที่พบได้ทั่วไปและไม่มีสัญญาณที่ทำให้สงสัยสาเหตุอื่น การตรวจภาพสมองอาจไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มเติมเสมอไป ในทางกลับกัน หากมีอาการหรือผลตรวจบางอย่างที่ผิดปกติ แพทย์จึงพิจารณาว่าควรตรวจ CT, MRI หรือการตรวจชนิดอื่นให้เหมาะกับสิ่งที่กำลังสงสัย
ดังนั้นคำถามที่สำคัญกว่าคำว่า “ปวดหัวต้อง MRI ไหม” คือ
“อาการปวดหัวของเรามีอะไรที่ทำให้จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือไม่”
ถ้าปวดหัวบ่อย ควรเริ่มต้นอย่างไร
ถ้าเป็นอาการปวดหัวเล็กน้อยที่เกิดเป็นครั้งคราวและมีรูปแบบที่คุ้นเคย การพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้เหมาะสม รับประทานอาหารเป็นเวลา และสังเกตสิ่งที่กระตุ้นอาการอาจช่วยให้เข้าใจอาการของตัวเองมากขึ้นได้
แต่หาก ปวดหัวบ่อยขึ้น ปวดไม่เหมือนเดิม รบกวนการทำงานหรือการใช้ชีวิต ต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อย หรือเริ่มมีอาการอื่นร่วมด้วย การพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุจะช่วยให้รู้ว่าควรดูแลต่ออย่างไร มากกว่าการลองเปลี่ยนยาแก้ปวดไปเรื่อย ๆ
แพทย์ไม่ได้ดูเพียงว่า “ปวดตรงไหน” แต่จะพยายามต่อภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่รูปแบบความปวด อาการร่วม ประวัติสุขภาพ การตรวจระบบประสาท และเลือกการตรวจเพิ่มเติมเฉพาะเมื่อมีเหตุผลที่เหมาะสม
ดูแลอาการปวดหัวและปัญหาระบบประสาทที่ รพ.วิชัยเวชฯ อ้อมน้อย
ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย ให้บริการประเมินและดูแลผู้ที่มีอาการทางระบบประสาท เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ลมชัก ชา และอาการผิดปกติทางระบบประสาทอื่น ๆ โดยมีแพทย์และการตรวจวินิจฉัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึง CT Scan, MRI, CTA, MRA และ EEG ตามข้อบ่งชี้ของผู้ป่วยแต่ละราย
สิ่งสำคัญของการดูแลอาการปวดหัวจึงไม่ใช่การรีบตรวจทุกอย่าง แต่คือ การเริ่มต้นจากการประเมินให้ถูกจุด เพื่อหาว่าอาการที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากอะไร และจำเป็นต้องตรวจหรือรักษาต่ออย่างไร
หากมีอาการปวดหัวเกิดขึ้นบ่อย รูปแบบเปลี่ยนไปจากเดิม หรือกังวลว่าอาการอาจเกี่ยวข้องกับระบบประสาท สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการได้ครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดหัว
ปวดหัวข้างเดียว แปลว่าเป็นไมเกรนหรือไม่?
ไม่เสมอไปครับ ไมเกรนมักทำให้ปวดข้างเดียวได้ แต่ยังมีอาการปวดหัวชนิดอื่นที่เกิดด้านเดียวได้เช่นกัน จึงต้องดูว่าปวดลักษณะไหน นานเท่าไร และมีคลื่นไส้ ไวต่อแสงหรือเสียง หรืออาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่
ปวดหัวด้านหลังอันตรายไหม?
ตำแหน่งด้านหลังเพียงอย่างเดียวยังบอกไม่ได้ว่าอันตรายหรือเกิดจากโรคอะไร ต้องดูรูปแบบการปวด ความรุนแรง ความถี่ และอาการร่วม หากเป็นอาการใหม่ รุนแรงผิดปกติ หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยควรได้รับการประเมิน
ปวดหัวทุกวันควรไปพบแพทย์ไหม?
หากปวดต่อเนื่องหรือมีความถี่เพิ่มขึ้นจนรบกวนชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ โดยเฉพาะหากต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อย เพราะการใช้ยาบางชนิดมากเกินไปเองก็สามารถทำให้อาการปวดหัวเรื้อรังขึ้นได้
ปวดหัวต้องตรวจ MRI สมองหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคน แพทย์จะพิจารณาจากประวัติ ลักษณะอาการ การตรวจระบบประสาท และสัญญาณที่ทำให้สงสัยสาเหตุอื่นก่อนตัดสินใจว่าจำเป็นต้องตรวจภาพสมองหรือไม่
นัดหมาย / ปรึกษาแพทย์
ศูนย์สมองและระบบประสาท
รพ.วิชัยเวชฯ อ้อมน้อย
02-441-7899 ต่อ 1111 , 3124 หรือ1792
ติดต่อผ่านช่องทางไลน์ได้ง่ายๆ Line
สามารถตรวจเช็ค ตารางแพทย์ออกตรวจ เพื่อขอเข้ารับคำปรึกษาได้เลย